บันทึกกิจกรรม “สัมพันธ์วงศ์ วันเดียวเที่ยวครบ ครั้งที่ 1”

คำว่าเยาวราช ไม่เคยเลือนรางไปจากความคิดผมเลย นอกจากความคุ้นเคย(ที่ได้ผ่านอยู่บ่อยครั้งเมื่อยังเป็นเด็ก) และต่อมาคงเป็นเพราะได้ฟังรายการวิทยุของหม่อมถนัดศรีที่เคยออกอากาศเล่าเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมาของเยาวราชอยู่หลายตอน ทำให้เยาวราชเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผมอยากไปสัมผัส

ครั้งหนึ่งมีโอกาสได้ร่วมเดินทางกับกิจกรรมของชมรมพิพิธสยาม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้ลงไปเดินในพื้นที่จริงของเยาวราชบางส่วนเท่านั้น การเดินทำให้เราได้สัมผัสกับบรรยากาศ เห็นของจริงและรับทราบเรื่องราวจากวิทยากรได้เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจต่อเนื่อง อยากรู้มากขึ้นไปเรื่อยๆ

บันทึกร่วมกิจกรรม “สัมพันธวงศ์วันเดียวเที่ยวครบ” ครั้งที่1 ภายใต้คำขวัญ “หลง(รัก)ตลาดน้อย…ไปอิ่ม(ใจ)จังที่เยาวราช” จัดโดยเขตสัมพันธวงศ์ วันที่ 5 สิงหาคม 2560

มาทราบข่าวนี้จากเพจของอาจารย์เจริญ ตันมหาพราน ก็แทบจะรีบสมัครไปแล้ว เพราะเจ้าของพื้นที่เป็นผู้จัดเอง เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าในวันดังกล่าวจะไปได้หรือเปล่า รอจนวันสุดท้ายจึงตัดสินใจสมัครไป

เช้าตรู่วันที่5 ผมออกเดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน มาสุดทางที่สถานีหัวลำโพง จากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เขตฯบอกว่าสามารถเดินเดินเท้ามาได้ เขตฯตั้งอยู่ไม่ไกลนักจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ให้มาทางโรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม ผมเดินเลียบคลองผดุงกรุงเกษมมาจนถึงสะพานนี้จงสวัสดิ์ ทำให้นึกถึงภาพเมื่อตอนเด็กๆที่ขึ้นรถเมล์จากเยาวราชเมื่อมาขึ้นสะพานนี้ซึ่งเป็นสะพานที่สูงชันมากรถต้องเร่งเครื่องตอนขึ้น พอลงสะพานแล้วจะต้องหักเลี้ยวขวาเลย และบริเวณข้างสะพานขาขึ้นทางซ้ายจะมองเห็นแผงขายผลไม้สดนานาชนิดเต็มไปหมด แต่วันนี้สะพานนี้จงสวัสดิ์ไม่ได้สูงชันเหมือนแต่ก่อนแล้ว ถนนเส้นนี้ว่างเปล่าและเงียบสงบเพราะไม่ใช่เส้นทางหลักอีกต่อไป รถเมล์ไปใช้สะพานอื่นแทน นี่คือสิ่งแรกๆทีผมเห็นความเปลี่ยนแปลง

เพื่อให้แน่ใจว่าไปถูกทางจึงเปิดGoogle Mapนำทางไปจนถึงที่หมายก่อนเวลานัด แล้วก็พบอีกว่าวัดแม่พระลูกประคำ(กาลหว่าร์)และธนาคารไทยพาณิชย์ (สาขาตลาดน้อย)ต่างก็อยู่ใกล้กับที่ตั้งเขตสัมพันธวงศ์เพียงนิดเดียวเอง

ถึงเวลาตามกำหนดนัดหมายก็ไปลงทะเบียน รับเอกสารและของว่าง

เสร็จจากพิธีเปิดแล้วคณะก็เริ่มออกเดินไปวัดแม่พระลูกประคำ(กาลหว่าร์)กันก่อน ต้องบอกว่าทางเขตฯเตรียมพร้อมมาก เพราะนอกจากจะมีเจ้าหน้าที่คอยลากลำโพงขยายเสียง(ขนาดใหญ่)ไปด้วยแล้วยังมีหน่วยพยาบาลคอยดูแลความปลอดภัยตลอดการเดินทางและเทศกิจอีกหลายนายที่มาอำนวยความสะดวกในการเดินทางตอนครึ่งเช้า

ขอออกตัวสักหน่อยนะครับว่า ผมไม่สามารถบันทึกคำบรรยายของท่านวิทยากรได้หมด เพราะตั้งใจแต่จะถ่ายรูป ดังนั้นจึงไม่ค่อยได้ฟังประวัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ทราบประวัติหรือความเป็นมาย่อๆ ผมก็จะขอคัดลอกประวัติคร่าวๆที่เขาทำเป็นป้ายติดตั้งอยู่หน้าสถานที่นั้นๆมาให้ทราบแทนนะครับ

เดินผ่านประตูทางเข้ามาไปตามทางแล้วเลี้ยวซ้ายก็จะมองเห็นด้านข้างของโบสถ์ที่เด่นสง่าอยู่ข้างหน้าได้เลย ด้านหน้าของโบสถ์เป็นลานกว้างหันออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา  พอดีที่โบสถ์มีพิธีแต่งงาน คณะเรามีจำนวนไม่น้อยและไม่กล้าที่จะไปรบกวน จึงจับกลุ่มกันที่ลานข้างหน้าฟังคำอธิบายจากท่านวิทยากร (อ.เจริญ) บ้างก็ชมความงามด้านนอกของโบสถ์ ไม่ได้เข้าไปชมความงามภายใน

พอจะแอบไปประตูโบสถ์ข้างๆได้ ก็เลยขอถ่ายรูปภายในมาบ้าง (ยืนถ่ายจากข้างนอก)

ประวัติ(ตามป้าย)โบสถ์กาลหว่าร์

เดิมที่ดินของวัดเป็นของชาวโปรตุเกส ซึ่งนับถือคริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก ที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยา กลุ่มเดียวกันกับที่ย่าน ‘กุฎีจีน’ แต่เนื่องจากไม่ยอมรับการปกครองของพระชาวฝรั่งเศส จึงแยกตัวมาตั้งชุมชนใหม่บนที่ดินผืนนี้ ต่อมารัชกาลที่1 ได้พระราชทานที่ดินให้สร้างโบสถ์หลังแรกขึ้นในปีพ.ศ.2329 ชื่อว่า ‘โบสถ์กาลวาริโอ’ตามชื่อภูเขาที่พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขน และในสมัยต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘กาลหว่าร์’ ส่วนโบสถ์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นโบสถ์หลังที่3 ที่สร้างเสร็จในสมัยรัชกาลที่5 มีรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบกอทิค คือส่วนหน้าเป็นยอดแหลมพุ่งสูง ประดิษฐานไม้กางเขน ขอบซุ้มประตูหน้าต่าง ใช้เส้นโค้งหรือยอดแหลมคล้ายโดม ภายในประดับด้วยกระจกสี

ออกจากโบสถ์ก็เดินเลี้ยวซ้ายไปนิดเดียวก็ถึงทางเข้าธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย อาคารของธนาคารก็ตั้งหันหน้าออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเช่นกัน ด้านหน้าอาคารจะเห็นสนามหญ้าเขียวขจีกับต้นโพธิ์และต้นไกรขนาดใหญ่

ต้นไกรนับเป็นต้นไม้มงคลอีกชนิดหนึ่ง ไกรต้นนี้มีอายุมากกว่าศตวรรษ เคียงคู่กับอาคารที่ทำการสำนักงานใหญ่ของธนาคารไทยพาณิชย์ในอดีต ปัจจุบันเป็นสาขาตลาดน้อย และยังเปิดให้บริการแก่ลูกค้าจวบจนปัจจุบัน ลำต้นมีขนาดใหญ่มากประมาณ 10 คนโอบ มีความสูงประมาณตึก 5 ชั้น กิ่งก้านได้แผ่ขยายปกคลุมบริเวณสนามหญ้าหน้าที่ทำการสาขาฝั่งริมน้ำเจ้าพระยาให้ความร่มรื่นแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ
(บางส่วนจาก https://th-th.facebook.com/scb.thailand/posts/207495655928698)

ธนาคารไทยพาณิชย์

เป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกที่มีคนไทยเป็นเจ้าของ ก่อตั้งโดยกรมหมื่นมหิศราราชฤทัย โดยทรงเริ่มตั้งธนาคารขนาดเล็กที่ตึกแถวของพระคลังข้างที่ ที่ตำบลบ้านในชื่อ ‘บุคคลัภย์’ ก่อนเมื่อธุรกิจก้าวหน้าขึ้นจึงได้จดทะเบียนเป็น ‘แบงค์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด’ และเปิดธนาคารขึ้นที่ตลาดน้อย ภายหลังสงครามโลกครั้งที่2 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น’ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด’และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) ในเวลาต่อมา อาคารที่ใช้เป็นที่ทำการของธนาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรก อิตาเลี่ยน ที่มีความงามสมบูรณ์แบบอีกแห่งของกรุงเทพฯ และเคยได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น เมื่อปีพ.ศ. 2525 โดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

อาคารของทั้งโบสถ์กาลหว่าร์และธนาคารไทยพาณิชย์นั้น เคยเห็นหลายครั้งเมื่อนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาผ่านไปมา มีหลายคนพูดถึงความงดงามและเก่าแก่ แต่ก็ยังไม่เคยได้เข้าไปชมในพื้นที่จริงเสียที วันนี้ได้โอกาสเข้ามาชมอย่างใกล้ๆ (ภายนอกเท่านั้นเพราะวันนี้วันหยุดธนาคาร)

ออกจากธนาคารก็เดินเลี้ยวซ้ายไปตามทาง ผ่านกรมเจ้าท่า ถนนซึ่งน่าจะขนานไปกับแม่น้ำเจ้าก็แคบลงเรื่อยๆระหว่างทางยังพอพบเห็นอาคารเก่าๆอยู่บ้าง มีอยู่หลังหนึ่งเก่ามาก เจ้าของน่าจะเป็นคนมีชื่อเสียง แต่ไม่เปิดให้ชม

ตรงข้ามกันกับบ้านหลังนี้เป็นตึกแถวสองสามคูหา เดิมที่นี่ใช้เป็นที่เจียรนัยเพชรพลอยที่มากับเรือ

ตรอกซอยบริเวณนี้มีมากมาย สามารถลัดเลาะตัดผ่านไปได้หลายที่ บางครั้งก็กว้างพอเดินได้ทีเดียวสามสี่คน บางครั้งก็แคบ พวกเราก็พากันเดินต่อไปเพื่อไปยังบ้านโซวเฮงไถ่ ไปตามตรอกเล็กๆที่พอเดินสวนกันได้สองคนพอดี

บ้านโซวเฮงไถ่ที่เป็นบ้านเก่าแก่สร้างมาแล้วกว่า250ปี

บ้านโซวเฮงไถ่ มีลักษณะเป็นคฤหาสน์เก๋งจีนที่สร้างในสมัยรัชกาลที่3 โดยเจ้าสัวจาด (แซ่โซว) หรือหลวงอภัยวานิช ผู้เป็นนายอากรรังนก ลักษณะของบ้านเป็นการวางผังเรือนแบบสี่เรือนล้อมลาน (ซื่อเหอย่วน) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบฮกเกี้ยน-แต้จิ๋ว คือมีเรือนหลังเป็นซุ้มประตูทางเข้า ถัดมาเป็นลานโล่งและเรือนประธาน ทางด้านซ้าย-ขวาของเรือนประธานเป็นเรือนเคียงซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย ปัจจุบันบ้านโซวเฮงไถ่อยู่ในสภาพค่อนข้างทรุดโทรม และสืบทอดอยู่ในความดูแลของคุณดวงตะวัน โปษยะจินดา

ที่ว่างตรงกลางบ้านหลังนี้ ปัจจุบันได้ทำสระว่ายน้ำอยู่ตรงกลาง เป็นสระที่สร้างสูงขึ้นมาบนพื้นดิน ขอบสระจึงสูงระดับไหล่ มีทางเดินเล็กๆรอบสระ บ้านสร้างจากไม้สักทอง  ล้อมรอบสะว่ายน้ำนี้ เจ้าของบ้านคือคุณดวงตะวัน โปษยะจินดา ได้ออกมาให้การต้อนรับและอธิบายประวัติความเป็นมาด้วยตนเอง พร้อมกับเปิดบ้านให้พวกเราเข้าชมด้วย

เมื่อขึ้นไปดูชั้นบนก็จะเห็นความเก่าแก่ที่หลายจุดก็ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา มีห้องหลายห้องแต่ดูเหมือนจะเป็นห้องว่างๆทั้งหมด มีห้องใหญ่ห้องหนึ่งซึ่งวันนี้เจ้าของบ้านใจดี เปิดให้ดูเป็นกรณีพิเศษ ภายในห้องเป็นโต๊ะบูชาด้านหลังมีรูปถ่ายบรรพบุรุษอยู่หลายรูป แน่นอนว่าเป็นรูปเก่ามากทีเดียว

ระหว่างการบรรยายเจ้าของบ้านก็นำน้ำมะนาวใส่น้ำแข็งมาแจกคณะของเราทุกคน ดื่มแล้วชื่นใจคลายร้อนได้มากทีเดียว

ออกจากบ้านโซวเฮงไถ่ก็ลัดเลาะไปตามทางเดิน ทางซ้ายมือจะเห็นบ้านทรงตึกเก่าๆ(อีกแล้ว) ตรงนี้มีรถเก่ามาจอดทิ้งไว้ด้วยจึงทำให้ภาพรวมที่เห็นเป็นภาพของอาคารที่ปรักหักพังกับรถเก่าๆ

สักพักเราก็มาถึงศาลเจ้าโจวซื่อก๋ง ก็แน่นอนอีกว่าด้านหน้าของศาลเจ้าหันออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา แต่ตัวศาลเจ้าอยู่ลึกเข้ามา ถ้ามองจากแม่น้ำเข้ามาอาจทำให้มองอาคารศาลเจ้าไม่เห็น

ศาลเจ้าโจวซือก๋ง สร้างขึ้นโดยกลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมเป็นวัดชื่อว่า’ซุ่นเฮงยี่’ ภายในประดิษฐานเทพ ‘โจวซือกง หรือ พระหมอเซ็งจุ้ยโจวซือ’ และเทพสำคัญตามความเชื่อของชาวจีน เช่นเทพกวนอู เจ้าแม่ทับทิม เทพตั่วเหล่าเอี้ย และ 36ขุนพลเทพเจ้า ตัวศาลเป็นสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์ชิง ลักษณะของหลังคาเป็นแบบชานเหมินติ่งซึ่งเป็นที่นิยมทางตอนใต้ของจีน ที่สันหลังคาและด้านหน้าของศาลประดับชิ้นส่วนกระเบื้องเป็นสัญลักษณ์มงคลรูปมังกร หงส์ และลวดลายพันธุ์พฤกษา นอกจากนี้ภายในศาลยังมีงานจำหลักไม้ฝีมือช่างจีนโบราณไว้ด้วย งานประจำปีที่สำคัญของศาลเจ้าคือ งานแห่เจ้าในเทศกาลกินเจ และงานวันง่วนเชียว (ประเภณีไหว้เต่า)

ตั้งแต่เราออกเดินจากสำนักงานเขตสัมพันธ์วงศ์ ตลอดทางจะมีกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานขี่ผ่านไปบ่อยๆส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สอบถามได้ความว่า มีบริษัทนำเที่ยวโดยให้ใช้จักรยานขี่ไปตามเส้นทางต่างๆ ท่องเที่ยวไปในบริเวณนี้

ออกจากศาลเจ้าโจวซือก๋งก็เดินต่อไปอีก ตอนนี้เริ่มเห็นอะไหล่รถยนต์ และอะไหล่เครื่องยนต์กองอยู่ตามข้างทาง หน้าบ้านและในบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ ละแวกนี้เกือบทุกบ้านมีแต่ชิ้นส่วนอยู่เต็มไปหมด

เราเดินไปก็จะเห็นเขาขนย้ายอะไหล่จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง บ้างก็กำลังแกะแยกชิ้นส่วนออกมา ทำกันบนทางเท้าหน้าร้านกันเลย เวลาเดินจึงต้องระวังไม่ไปเตะอะไหล่เหล่านี้เข้า

ระหว่างทางวิทยากรก็ได้แนะนำให้รู้จักกับร้านทำเบาะไหว้เจ้าเก่าแก่ ที่พูดได้ว่าเหลืออยู่ร้านเดียวที่ทำด้วยวิธีดั้งเดิมต่อๆกันมาชื่อร้านเฮงเสงมีคุณจินดารัตน์ อุครกูล เป็นเจ้าของร้าน เลขที่ 854-856 ถนนวานิช2 เปิดทุกวัน 8-17น. มีประวัติความเป็นมาดังนี้

ร้านเฮงเสงเป็นร้านเย็บหมอนที่หลงเหลือเพียงแห่งเดียวในย่านตลาดน้อย หรืออาจหมายถึงย่านเยาวราชด้วย ร้านเฮงเสงมีอายุกว่า100ปี เริ่มตั้งแต่สมัยคุณพ่อคุณแม่ที่อพยพจากเมืองจีนมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ตลาดน้อยและเริ่มอาชีพเย็บที่นอน หมอน ขายตั้งแต่นั้นมา ลูกค้าส่วนใหญ่ก็คือคนในบริเวณตลาดน้อย

ปัจจุบันคุณจินดารัตน์ อายุ80ปี เป็นคนแต้จิ๋ว ยังคงดำเนินและสืบทอดกิจการอยู่ โดยรับเย็บแต่เพียงหมอน เนื่องจากคนทั่วไปหันไปใช้ที่นอนฟองน้ำและใยสังเคราะห์มากขึ้น ประกอบกับนุ่นหายาก มีเพียงคนรุ่นเก่าที่ยังใช้นุ่นอยู่ ทำให้ลูกค้าลดจำนวนลงอย่างมาก ซึ่งหมอนที่ทางร้านทำได้ขึ้นส่วนใหญ่เป็นเบาะสำหรับรองคุกเข่าไหว้เจ้า เมื่อผลิตเสร็จก็นำไปส่งตามร้านค้าต่างๆในย่านเยาวราช จึงถือได้ว่าเบาะส่วนใหญ่ที่เกือบทุกๆศาลเจ้าใช้กันล้วนมีที่มาจากร้านเฮงเสงด้วยกันเกือบทั้งสิ้น ภายในเบาะประกอบด้วยใยมะพร้าวทำหน้าที่ให้เบาะเป็นทรง และนุ่นทำให้เบาะนิ่มเวลาใช้งาน นอกจากนี้ในช่วงเทศกาลกินเจจะขายขนมถ้วย เน้นกะทิสด ไม่แช่เย็น เมื่อของหมดจึงไปซื้อกะทิมาเพิ่มตลอดเวลา ทำให้ขนมอร่อย โดยเริ่มขายมาประมาณ10ปีแล้ว (ที่มา:เอกสารประชาสัมพันธ์ของร้านเฮงเสง)

ออกจากร้านเฮงเสงก็เดินต่อมาเรื่อยจนถึงทางแยก ก็เลี้ยวซ้ายไปนิดเดียวก็จะเห็นศาลเจ้าฮกเลี่ยนเก๋งอยู่ทางขวามือ

ศาลเจ้าฮกเลี่ยนเก๋ง สร้างมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2448 (ค.ศ.1905) ศาลแห่งนี้เป็นหลักฐานที่บอกถึงการขยายตัวของชุมชนชาวจีนฮกเกี้ยนในบริเวณตลาดน้อย เนื่องจากมีชุมชนเก่าแก่อยู่ด้านในติดแม่น้ำเจ้าพระยา และมีศาลเจ้าโจวซือก๋งอยู่ก่อนแล้ว ศาลเจ้าฮกเกี้ยนจึงเป็นชุมชนที่ขยายมาจากริมฝั่งแม่น้ำมากขึ้น ภายในประดิษฐานเจ้าแม่ทับทิม ด้านซ้ายและขวาเป็นซุ้มบูชาเทพเจ้ากวนอู และพระพุทธรูปแบบไทย

ออกจากศาลเจ้าฮกเลี่ยนเก๋งก็ย้อนกลับมาตรงทางแยกเลี้ยวซ้ายเดินตรงไปเรื่อยๆ ทางซ้ายมือจะเห็นร้านหนึ่งคูหาหน้าร้านดูธรรมดามีตู้โชว์ขนมอยู่นิดหน่อย แต่ว่ากันว่าร้านขายขนมนี้อร่อยเป็นที่สองรองจากร้านแต้เล่าจิ้นเส็งเลยทีเดียว ผมไม่ได้เข้าดูเพราะคณะของเราเข้าไปมุงดูก็ปิดหน้าร้านไปแล้ว มีบางคนซื้อติดมือกลับไปบ้าง เดินหลบหลีกรถที่ขนย้ายเครื่องยนต์เก่าออกมาถึงปากซอยก็จะพบถนนเจริญกรุง เดินเท้าต่อมาไม่ไกลนักก็จะถึงวัดอุภัยราชบำรุงอยู่ทางซ้ายมือ

ทางเข้าขวามือจะเห็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ก่อน ซึ่งมีประวัติดังนี้ พุทธศักราช 2420 รัฐบาลอินเดียได้ถวายหน่อพระศรีมหาโพธิ์จำนวนหลายต้น ให้แก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 ได้โปรดพระราชทานไปให้แก่หลายๆวัดในกรุงเทพฯ วัดอุภัยราชบำรุง ก็เป็นวัดหนึ่งที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณรับพระราชทานหน่อพระศรีมหาโพธิ์นี้ มาปลูกที่วัด 1 ต้น และทรงเสด็จมาทรงสุหร่ายประพรมต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในคราวฉลองวัดอุภัยราชบำรุง ณ วันอาทิตย์ เดือนสี่ ขึ้นสิบสี่ค่ำ ปีฉลู นพศักราช 1239 (พ.ศ.2420)

วัดอุภัยราชบำรุง ชื่อเดิมภาษาเวียดนามคือ ‘วัดคั้น เวิน’ (ภาษาไทยอ่านว่า คั้น เวิน ตื่อ) เป็นหนึ่งในบรรดาวัดเวียดนามสมัยแรกในสยาม ถูกสร้างขึ้นโดยชาวเวียดนามอพยพในช่วงปลายศตวรรษที่18 รัตนโกสินทร์ตอนต้น ในสมัยนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้พระราชทานที่ดินให้ชาวเวียดนามตั้งชุมชนในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งการอำนวยความสะดวกในการก่อสร้างวัดเวียดนามสมัยแรกหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร

ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมติเทววงศ์พงศ์อิศวร ทรงผนวชอยู่นั้นจึงโปรดให้นิมนต์ องฮึง เจ้าอาวาสวัด คั้น เวิน มาเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดหลายครั้ง พร้อมทั้งถวายวิสัชนาเรื่องศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน ต่อมาเมื่อพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานนามสมณศักดิ์ องฮึง เป็นพระครูคณานัมสมณาจารย์ ซึ่งต่อมากลายเป็นเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอนัมนิกายในประเทศไทย

วัด คั้น เวิน เป็นวัดที่ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ 2 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯพระราชทานนามเมื่อปีพ.ศ.2421 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามว่า วัดอุภัยราชบำรุง มีความหมายว่า ‘เป็นวัดที่ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์2พระองค์’

ออกจากวัดเลี้ยวซ้ายก็จะไปพบวงเวียนโอเดียน และวัดไตรมิตรฯ พอดีเที่ยงกว่าแล้ว จึงแยกย้ายกันไปทานอาหารกลางวันตามอัธยาศัยตามแผนที่ที่แจกให้ไว้

มีร้านให้เลือกหลายร้านทีเดียว แต่พอดีเที่ยงทุกร้านจึงแน่น ผมเลือกข้าวหมูแดง จำได้ว่าเคยมาทานแล้วเมื่องคร้งก่อน แต่ครั้งนี้คนเยอะมากดูวุ่นวายไปหมด หาที่นั่งแทบไม่ได้ พอเห็นว่าน่าจะมีที่ว่างพอเข้าไปได้ก็ต้องดูวิธีการสั่งของเขาก่อน หน้าร้านด้านนอกจะทำสำหรับห่อกลับไปทานซึ่งต้องรับบัตรคิว ถัดจากที่ทำข้าวห่อก็จะเป็นทำใส่จานสำหรับทานในร้าน ครั้งแรกผมไม่รู้ไปเอาบัตรคิวมา ขณะที่รอก็สังเกตไปด้วย สงสัยจึงถามเด็กของร้าน(ที่ก็ดูยุ่ง วุ่นวายกันทุกคน) จึงรู้ว่าถ้าจะทานในร้านไม่ต้องใช้บัตรคิว หาที่นั่งเลย แล้วก็คอยยืดคอให้เด็กเสริฟเห็นจะได้สั่งได้

ทานเสร็จแล้วก็ค่อยๆเดินไปที่วัด ไม่ต้องรีบนักเพราะยังมีเวลาอยู่บ้าง พอเข้าไปในบริวณวัดก็พบกับผู้คนมากมายส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ ทั้งผิวขาวผิวดำเต็มไปหมด การเข้าชมนี้หากเป็นคนไทยไม่เสียสตางค์ จะเสียเฉพาะคนต่างชาติเท่านั้น

เมื่อสมาชิกมาครบแล้วก็พากันขึ้นไปชั้นบนสุดเพื่อไปกราบพระพุทธรูปทองคำกัน ที่นี่ก็จะเห็นคนไทยและต่างชาติมากราบไหว้กันจนหาที่ว่างไม่ค่อยได้ สังเกตดูจะเป็นพวกผิวดำมากกว่าชาติอื่น

วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เดิมชื่อวัด’สามจีน’ ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างแน่ชัด มีเพียงตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า มีปริศนาลายแทงขุมทรัพย์บันทึกข้อความว่า ‘ตำบลสามจีน มีหินสามก้อน ที่นอนสามอัน มีต้นโศกเอน ที่เจ้าเณรนั่งฉัน’ ต่อมาชาวจีนสามคนได้ลายแทงไปและแก้ปริศนาจนขุดพบขุมทรัพย์จำนวนมาก ได้แบ่งปันส่วนกันแล้วแยกย้ายกลับถิ่นทำกิน แบ่งทรัพย์สินส่วนหนึ่งทำบุญสร้างวัด เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ชาวจีนสามคนได้ช่วยกันสร้าง ผู้คนขนานนามว่า ‘วัดสามจีน’

ในวัดมีพระพุทธรูปทองคำ สันนิษฐานว่าสร้างสมัยสุโขทัยปางมานวิชัย เข้าใจว่าเดิมประดิษฐานอยู่วัดมหาธาตุ จ.สุโขทัย ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทไปอัญเชิญมายังวัดสำคัญ พระพุทธรูปที่ถูกอัญเชิญมามีจำนวนมาก ดูแลไม่ทั่วถึง ขุนนางผู้หนึ่งจึงแอบเอาปูนไล้ พระพุทธรูปทองคำแล้วนำมาไว้วัดที่ตนสร้าง จนอัญเชิญมาที่วัดพระไกร ต่อมาบริษัทอีสต์เอเชียติ๊ก ได้ขอเช่าที่วัดพระยาไกรเพื่อใช้เป็นโรงเลื่อย เจ้าคณะแขวงพระนครใต้อนุมัติโดยให้ย้ายพระประธานในโบสถ์ไปประดิษฐานที่วัดไผ่เงิน ส่วนพระพุทธประธานในพระวิหารย้ายไปที่วัดไตรมิตรวิทยาราม เชิญไว้ข้างเจดีย์และปลูกเพิงสังกะสีมุงไว้เกือบ20ปี เมื่อพระอุโบสถและพระวิหารหลังใหม่สร้างเสร็จ จึงได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ระหว่างเคลื่อนย้าย ปูนกะเทาะออกจึงเห็นองค์พระทองคำด้านใน ปัจจุบันมีการก่อสร้างมณฑปเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำขึ้นใหม่ บริเวณชั้น2-3จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับประวัติพระพุทธรูปทองคำและความเป็นมานับตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานของชาวจีนที่เข้ามาอาศัยบริเวณพื้นที่เขตสัมพันธวงศ์

ไหว้ขอพรกันแล้วเราก็เดินทางต่อไปยังซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติหรือวงเวียนโอเดียนเก่านั่นเอง

ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ6รอบพระชนมพรรษา จัดสร้างขึ้นด้วยความร่วมมือร่วมใจของกรุงเทพฯกับประชาคมไทย-จีน ซึ่งประกอบด้วยนักธุรกิจ พ่อค้า ข้าราชการและประชาชน เพื่อถวานเป็นพระราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา6รอบ 5 ธันวาคม 2542 เป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดี และกตัญญูกตเวทิตาของประชาคมไทย-จีน ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ออกแบบโดยช่างผู้ชำนาญจากจีน โดยรวบรวมมงคล9ประการคือ
1. สร้างเพื่อเฉลิมฉลองพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา6รอบ 5ธันวาคม 2542
2. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้อัญเชิญตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา6รอบ 5 ธันวาคม 2542 มาประดิษฐานที่ยอดซุ้มประตู และที่พระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร.ยังหุ้มด้วยทองคำแท้หนัก 99บาท
3. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนาม ‘ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ6รอบพระชนมพรรษา’ เพื่อความเป็นศิริมงคล
4. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานลายพระหัตถ์ภาษาจีนชื่อซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ และพระปรมาภิไธยประดิษฐานอยู้ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ
5. ประธานาธิบดี เจียง เจ๋อ หมิน แห่งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้โปรยข้าวตอกดอกไม้ ที่แบบจำลองประตู และได้นำมาโปรย ณ สถานที่ก่อสร้างซุ้มประตูเพื่อความเป็นศิริมงคล
6. จารึกแผ่นทองเหลืองกลางซุ้มประตูด้านบนคำว่า’เทียน’ ในภาษาจีนแปลว่า’ฟ้า’ และมุมทั้งสี่ประดับด้วย’ค้างคาว’ จากคำว่า ‘ฟู่’ ในภาษาจีนแปลว่า’โชคลาภ’ เป็นพลังแห่งสวรรค์เกื้อหนุนโชคลาภ
7. แผ่นทองเหลืองอักษรจีน’ตี้’ แปลว่า’ดิน’ เป็นการรวมพลังจากพื้นพิภพ มุมทั้งสี่เป็นต้นไผ่ หมายถึงความเจริญรุ่งเรือง ร่มเย็น ปราศจากทุกข์ยากและมีแต่คุณธรรม
8. น้ำพุหน้าซุ้มประตูตำแหน่งหงส์แดง ตามหลักฮวงจุ้ย หมายถึงลาภ
9. แท่นศิลา9แท่น อยู่บนตำแหน่งเต่าดำ ตามหลักฮวงจุ้ย หมายถึงความมั่นคง แข็งแรง

เพื่อนๆหลายคนไปยืนรับพลังกัน ท่านวิทยากรบอว่าถ้าเป็นช่วงตรุษจีน จะมีคนจีมมารับพลังกันอย่างล้นหลามทีเดียว

เราออกเดินกันต่อเพื่อไปที่โรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ ซึ่งไม่ไกลจากซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรตินัก

โรงพยาบาลเทียนฟ้าสร้างเมื่อปีพ.ศ.2445 ชาวจีนเยาวราชเรียกว่า ‘เทียนฮั้วอุยอี้’ เกิดจากพ่อค้าชาวจีน6คน ซึ่งเป็นตัวแทนของชาวจีนท้องถิ่น5กลุ่ม (แต้จิ๋ว แคะ กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน และไหหลำ) ได้ร่วมใจกันอุทิศเงินจำนวนหนึ่งเพื่อซื้อที่ดินจำนวน 2ไร่ 2งาน 49ตารางวา เพื่อเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลและมูลนิธิโรงพยาบาลเทียนฟ้าขึ้น ตามหลักฐานการก่อตั้งโรงพยาบาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) เสด็จพระราชดำเนินเยาวราชครั้งแรกที่โรงพยาบาลเทียนฟ้า วันที่19 กันยายน 2448 เวลา17.00น. เพื่อเปิดโรงพยาบาลและพระราชทานทรัพย์เพื่อใช้ในกิจการของโรงพยาบาล พร้อมพระราชทานตู้ไม้สักมรพระปรมาภิไธยย่อ จปร. พร้อมตราพระเกี้ยว 2 หลัง ปี2475ได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิและได้หมายเลขทะเบียนเป็นลำดับที่1 ปัจจุบันให้การรักษาทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีน รวมถึงการเปิดหน่วยไตทียม

ด้านหน้าโรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ เป็นศาลเจ้าที่ประดิษฐานรูปเคารพของเจ้าแม่กวนอิมพระโพธิสัตอวโลกิเตศวร ปางประธานพร ซึ่งประชาชนทั่วไปนิยมมาขอพรให้ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพแข็งแรง องค์ทำด้วยไม้จันทน์ แกะสลักรูปแบบสมัยราชวงศ์ถัง แต่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่ง เดิมประดิษฐานนอยู่ที่วัดอันเล่อ มณฑลเหอหนาน ในปี2503 ได้ถูกอัญเชิญมาจากประเทศจีน และประดิษฐานอยู่จนถึงปัจจุบัน

ออกจากโรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ ก็เดินต่อไป ที่หมายคือตลาดเล่งบ๊วยเอี๊ยะและศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะ ที่ต้องเดินจากโรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิไปอีกไกลทีเดียว ตอนนี้ทั้งเหนื่อยและร้อนทำให้ไม่ค่อยรู้สึกอยากรู้อยากเห็นสักเท่าไร เดินไปตามถนนเยาวราชผ่านถนนแปลงนามไปสักหน่อย เราก็ข้ามถนนไปเดินอีกฟาก

เดินชมร้านรวงไปสักพักก็ถึงทางเข้าตลาดที่อยู่ทางขวามือ ทางนี้เป็นทางเข้าตลาดเล่งบ๊วยเอี๊ยะและศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะ

สองข้างทางที่ไม่กว้างมากนักพอเดินสวนกันได้สบายๆมีร้านค้าขายของจำพวกอาหารแห้ง อาหารสด ฯลฯอยู่ตลอดทาง นี่แหละคือตลาดเล่งบ๊วยเอี๊ยะ

เดินไปเกือบทะลุถนนเจริญกรุง ทางขวามือจะเป็นทางเข้าศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะ ศาลเจ้านี้ไม่ใหญ่นัก ขนาบสองข้างด้วยตึกเก่า ที่ลานด้านหน้าศาลเจ้าเราสามารถมองเห็นสถานีรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างอยู่ใกล้ๆได้เลย

ศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะสร้างโดยชาวจีนแต้จิ๋ว ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ด้วยศิลปะแบบแต้จิ๋ว เสาเป็นรูปทรงเม็ดข้าว แบบป่องตรงกลางนิดๆ พันรอบด้วยมังกรตัวยาว นอกจากนั้นยังตกแต่งสถานที่ด้วยวัตถุโบราณล้ำค่าที่หาดูได้ยาก เช่นระฆังโบราณ จากตัวอักษรจีนที่จารึก สร้างในสมัยราชวงศ์หมิง และของสำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือกระถางธูปที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่5 ด้านขวามือของศาลคือ เทพกิว-เทียนเนี่ยเนี้ย ซึ่งเป็นธิดาของเง็กเซียนฮ่องเต้ ท่านเก่งด้านตำราพิชัยสงครามและการออกรบ ใกล้กันมีเทพอุ้มเด็กเรียกว่าฮวยกง ฮวยม่า เชื่อว่าพาลูกหลานมากราบไหว้จะทำให้เด็กเลี้ยงง่าย ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าที่พระบรมวงศานุวงศ์หลายองค์เคยเสด็จ ตลอดจนอดีตนายกรัฐมนตรีหลายคนต่างมากราบไหว้สักการะ

ได้เวลาสมควรแล้วก็ขอลากลับออกมาก่อน โดยเดินมาที่ถนนเจริญกรุง ซึ่งมองไปฝั่งตรงข้ามก็จะเห็นวัดเล่งเน่ยยี่อยู่ข้างหน้า ผมข้ามถนนซึ่งเดินรถทางเดียวไปขึ้นรถเมล์ไปลงแถววัดไตรมิตรฯเพื่อนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินกลับบ้านต่อไป

ขอขอบคุณเขตสัมพันธวงศ์และผู้ประสานงานกิจกรรมทุกท่าน
ขอบคุณอาจารย์เจริญ ตันมหาพราน วิทยากรผู้ให้ความรู้ตลอดรายการ

17 สิงหาคม 2560

 

Ruthai Sivakomen Written by:

Be First to Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *