บันทึกกิจกรรม “สัมพันธวงศ์ วันเดียวเที่ยวครบ ครั้งที่ 2”

หลังจากที่ได้ไปร่วมกิจกรรม สัมพันธวงศ์วันเดียวเที่ยวครบครั้งที่1มาแล้ว คราวนี้เปลี่ยนสถานที่มาเป็นแถวๆสะพานเหล็กและสถานที่ใกล้เคียง มาเดินไปดูด้วยกันนะครับ

ผมไปถึงจุดนัดหมายคือที่เชิงสะพานเหล็กก่อนเวลา มีสมาชิกมารอกันบ้างแล้ว ก็เลยลงไปเดินที่ถนนข้างคลองที่จัดระเบียบใหม่ แล้วก็ทานอาหารเช้าที่เตรียมมา บริเวณนี้เปลี่ยนไปจากเดิมมากทีเดียว ที่เคยแออัดด้วยร้านค้าแผงลอยชนิดที่เรียกว่าแดดไม่สามารถส่องลงมาถึงน้ำในคลองได้ กลับกลายมาเป็นที่โล่งดูโปร่งและสะอาดตา ทราบมาว่าใช้เวลาสามสิบสามวันกับงบประมาณหลายล้าน กว่าจะจัดระเบียบและปรับปรุงพื้นที่ได้สะอาดตาขนาดนี้

คลองโอ่งอ่าง

คือส่วนหนึ่งของคลองรอบกรุงที่ต่อจากคลองบางลำพูตรงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ปลายคลองไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้วัดบพิตรภิมุข เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างเขตพระนครกับเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร

ตามประวัติแล้วคลองโอ่งอ่างถูกขุดขึ้นครั้งแรกปีพ.ศ.2328 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่1 เมื่อพระองค์โปรดเกล้าฯให้ขุดคลองคูเมืองเพิ่มเติม เพื่อเป็นคลองคูที่อยู่ถัดจาก ‘คลองคูเมืองเดิม’อีกหนึ่งชั้น มีความยาวประมาณ 7กิโลเมตร ทำหน้าที่เป็น ‘คลองรอบกรุง’ ซึ่งในคลองรอบกรุงแต่ละจุดจะถูกเรียกต่างกัน ตั้งแต่บริเวณวัดสังเวชวิทยารามจนถึงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยในช่วงปากคลองมหานาค จะเรียกว่า ‘คลองบางลำพู’ เมื่อผ่านสะพานหันเรียก ‘คลองสะพานหัน’ ผ่านวัดเชิงเลน เรียก ‘คลองวัดเชิงเลน’ และช่วงสุดท้ายก่อนบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยาเรียก ‘คลองโอ่งอ่าง’ เพราะเคยเป็นแหล่งค้าขายเครื่องดินเผาของชาวมอญและชาวจีนมาแต่ดั้งเดิม

เวลาผ่านไปหลายร้อยปีสภาพคลองโอ่งอ่างไม่ได้ถูกพัฒนา พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นตลาดสะพานเหล็ก ถูกปกคลุมด้วยเพิงไม้เพิงปูนต่อเติมจนหนาเต็มพื้นที่ ปิดบังแสงแดดไม่ให้เล็ดลอดมาถึงน้ำในคลองมานานหลายสิบปี จนเมื่อกรุงเทพมหานครภายใต้นโยบายจัดระเบียบเมือง คลองโอ่งอ่างจึงกลายเป็นพื้นที่นำร่อง ฟื้นฟูรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ในฐานะบารณสถานของชาติให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

(ที่มา เอกสารแจก เขตสัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ วันเดียวเที่ยวครบครั้งที่2 วันที่9 กันยายน 2560)

#หลง(เสน่ห์)เมืองเก่าจากคลองโอ่งอ่างถึงเลื่อนฤทธิ์

สักพักก็มีเจ้าหน้าที่มาตามให้ไปลงทะเบียนที่สะพานหันแทนที่นี่ ด้วยเหตุผลที่ว่าตรงนี้ดูเงียบเหงาไปหน่อย ที่สะพานหันจะคึกคักกว่านี้ พอไปถึงก็พบว่ามีผู้สนใจมากันมาก มากกว่าครั้งที่แล้วเสียอีก ลงทะเบียน พิธีเปิดแล้วก็ถ่ายรูปหมู่ จากนั้นก็เริ่มเดินกัน วันนี้ได้อาจารย์ เจริญ ตันมหาพราน เจ้าเก่ามาเป็นวิทยากรผู้นำชมให้กับพวกเรา

สะพานหัน

เป็นสะพานขนาดเล็ก ตั้งอยู่ในย่านสำเพ็ง แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ ทอดข้ามคลองรอบกรุงหรือคลองโอ่งอ่าง ชื่อนี้เรียกตามลักษณะของตัวสะพาน ที่สมัยก่อนนั้นจะเป็นไม้แผ่นเดียวพาดข้ามคลอง ปลายข้างหนึ่งตรึงแน่นกับที่ ส่วนอีกข้างจะไม่ตอกติด จับหันไปมาได้เพื่อให้เรือแล่นผ่าน

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่4 โปรดเกล้าฯให้สร้างใหม่เป็นสะพานโครงเหล็กพื้นไม้ จนถึงสมัยรัชกาลที่5 ได้เปลี่ยนทำเป็นแบบสะพานริอัลโตที่นครเวนิซ และที่ปองเตเวกคิโอ เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี คือเป็นสะพานไม้โค้งกว้าง สองฟากสะพานมีห้องแถวเล็กๆให้เช่าขายของ ส่วนตรงกลางเป็นทางเดิน สำหรับตัวสะพานปัจจุบันได้สร้างใหม่ขึ้นแทนของเก่าที่ชำรุดในปีพ.ศ.2505

ปัจจุบัน สะพานหันได้ปิดใช้งานไปนานแล้ว และได้กลายมาเป็นศูนย์การค้า โดยมากจะจำหน่ายสินค้าประเภทเสื้อผ้า และแฟชั่น

คุณหญิงศรีศิริ กฤษณจันทร์ ผู้เกิดในย่านสะพานหันและใช้ชีวิตวิ่งเล่นอยู่ในย่านนี้ ถ่ายทอดสภาพค้าขายที่ตนเห็นมาแต่ครั้งยังเยาว์ว่า แถบพื้นที่สะพานหันในเวลานั้น บ้านเรือนอาศัยถ้าไม่เป็นของบรรดาพระยา คุณพระ คุณหลวง ก็เป็นของพวกคหบดีคนไทยและเจ้าสัว ที่จดจำได้ก็มีพระยาภิรมย์ภักดี บ้านอยู่ต้นคลองโอ่งอ่าง บ้านพระยาพิชัยสงคราม บ้านพระยาสโมสรวิเศษฐการ บ้านพระกรณีศรีสำรวจ บ้านนายย้อย วิเศษกุล ที่น้องสาวไปดองกับพระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี บ้านหลวงสันทนาการกิจ ที่ตั้งวิกลิเกดังในย่านนี้ คนทั่วไปเรียกสั้นๆว่า ‘วิกหลวงสันท์’ นอกจากนั้นก็มีเจ้าสัวชาวจีน แขกขายผ้า และคนจีนที่มาขายยาฉุนในตรอกยาฉุนบ้าง

นอกจากภาพจำเกี่ยวกับตลาดสะพานหันแล้ว ความประทับใจอีกสิ่งหนึ่งที่คลุกคลีอยู่ในย่านสะพานหันของคุณหญิงศรีศิริก็คือ ชีวิตในวิกยี่เกหลวงสันท์ โรงมหรสพของครอบครัวเครือญาติที่เกาะเกี่ยวดำเนินกิจการอยู่ในย่านสะพานหัน เป็นวิกลิเกดังโรงหนึ่งในยุคที่ลิเกทรงเครื่องกำลังเฟื่องในพระนคร (จากบทความ ‘สะพานหันกับวิกลิเกหลวงสันท์’โดย สุดารา สุจฉายา)

(ที่มา เอกสารแจก เขตสัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ วันเดียวเที่ยวครบครั้งที่2 วันที่9 กันยายน 2560)

#หลง(เสน่ห์)เมืองเก่าจากคลองโอ่งอ่างถึงเลื่อนฤทธิ์

ที่แรกคือเวิ้งนาครเกษม ไปนมัสการศาลเจ้าพ่อหนู ที่อาจารย์บอกว่าบริเวณที่เป็นป้อมของเมือง ใกล้ๆกันจะมีศาลเจ้าพ่อหนูสร้างไว้ใกล้ๆเสมอ (เมื่อครั้งที่ไปชมป้อมวิชัยประสิทธิ์ ก็มีศาลเจ้าพ่อหนูเหมือนกัน) เราไม่ได้เข้าไปเดินในเวิ้ง คงเดินดูตึกเก่าๆรอบนอกเท่านั้น

เวิ้งนาครเขษม

เวิ้งนครเกษมหรือเวิ้งนาครเขษมเป็นย่านการค้าบนที่ดินขนาด 14ไร่ 1งาน 91ตารางวา ตั้งอยู่ในเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์การค้าที่รวมสินค้าจีน ฝรั่ง และไทยไว้ด้วยกันนับเป็นศูนย์การค้าสากลแห่งแรกของเกาะรัตนโกสินทร์

จากคำบอกเล่าของคนเก่าคนแก่ใน ‘เวิ้งนาครเขษม’ แต่เดิมที่ตรงนี้เป็นที่ที่รัชกาลที่5 ทรงโปรดให้ขุดสะชระขนาดใหญ่ และทำเป็นสวนสำหรับคนทั่วไป เรียกว่า วังน้ำทิพย์ ใกล้บริเวณนั้นเป็นที่อยู่ของชุมชนชาวจีนแต้จิ๋ว และต่อมาทรงพระราชทานที่ดังกล่าวให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์พินิต ทรงจัดการดูแล ต่อมาทรงเห็นว่าบริเวณนี้มีชุมชนเกิดขึ้นแล้ว จึงได้ถมที่บริเวณวังน้ำทิพย์ จนกลายเป็นที่โล่งกว้างใหญ่ ตั้งชื่อว่าเวิ้งนาครเขษม หมายถึง เวิ้งอันเป็นที่รื่นรมย์ของชาวเมือง ต่อมาเรียกเพี้ยนไปเป็น เวิ้งนครเกษม

ต่อมาสมัยหลังจากการเลิกทาสแล้ว คนที่อยู่ในวังที่พ้นจากการเป็นทาส เมื่อย้ายออกจากวัง มักได้รับทรัพย์สินสิ่งของจากนายมาบ้าง บางคนอาจขโมยมาบ้าง ได้นำของมาขายในบริเวณนี้ ชาวตะวันตกก็นำของที่ใช้แล้วมาแลกเปลี่ยน จึงเกิดเป็นตลาดค้าของเก่าขึ้น ต่อมาจึงสร้างเป็นศูนย์การค้าขนาดย่อม และเป็นแห่งแรกที่มีโรงภาพยนตร์ ชื่อว่าโรงภาพยนตร์นาครเขษม

หลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่2 ความนิยมตะวันตกเพิ่มขึ้นกระแสดนตรีตะวันตกก็เพิ่มขึ้นด้วย เวิ้งนาครเกษมเป็นแหล่งแรกที่นำเครื่องดนตรีตะวันตกเข้ามาขาย ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีชั้นดี ที่นี้จึงเป็นแหล่งค้าของเก่า เครื่องดนตรี หนังสือเก่า เครื่องทองเหลือง ปัจจุบันที่ดินบริเวณนี้เป็นสมบัติในกองมรดกรวมของ5ตระกูลคือ กิติยากร สวัสดิวัตน์ เทวกุล โสณกุล และบุณยะปานะ ซึ่งสืบสายจากพระธิดาทั้ง5 ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์พินิต และในพ.ศ.2555 จึงตัดสินใจขายต่อให้กับบริษัททีซีซีกรุ๊ป ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี

(ที่มา เอกสารแจก เขตสัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ วันเดียวเที่ยวครบครั้งที่2 วันที่9 กันยายน 2560)

#หลง(เสน่ห์)เมืองเก่าจากคลองโอ่งอ่างถึงเลื่อนฤทธิ์

ผ่านมาหน้าอาคารหลังหนึ่งพบว่ามีป้ายหยุดรถรางเสียบติดอยู่กับกันสาด ผู้รู้ท่านหนึ่งได้เล่าให้ฟังว่าเดิมทีเดียวป้ายนี้ติดอยู่กับเสาไฟฟ้าที่ตั้งอยู่หน้าอาคาร ต่อมาเมื่อเลิกเดินรถรางแล้วมีการปรับปรุงถนนและอาคาร เจ้าของอาคารสร้างกันสาดออกมาถึงเสาไฟฟ้าที่มีป้ายติดอยู่ ครั้นจะปลดป้ายออกก็เกรงกลัวว่าป้ายเป็นของหลวง จะถูกข้อหาลักทรัพย์ จึงตัดสินใจที่จะสร้างกันสาดหุ้มป้ายไว้แทน

ผ่านเวิ้งนาครเกษมไปสี่แยกวัดตึก เดินต่อไปยังวัดชัยชนะสงคราม นึกแปลกใจตรงที่ทางเข้าวัดช่างแคบเหลือเกิน ขนาดเท่ากับรถยนต์ผ่านได้คันเดียว และอยู่ระหว่างอาคารพาณิชย์ ถ้าไม่สังเกตจะไม่รู้เลยว่ามีวัดอยู่ในนี้

วัดชัยชนะสงคราม

ในปีพ.ศ.2367 พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าทับ เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา ทรงพระนามว่า ‘พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ทรงเป็นกษัตริย์ลำดับที่3แห่งพระราชวงศ์จักรี ในคราวนั้นทรงแต่งตั้งข้าราชการในตำแหน่งต่างๆขึ้นเต็มบริบูรณ์ ซึ่งรวมถึงพระยาเกษตรรักษา(สิงห์ ต้นสกุล ‘สิงหเสนี’)เลื่อนขึ้นเป็น เจ้าพระยาราชสุภาวดีและได้รับพระราชทานบ้าน(สี่แยกวัดตึกทุกวันนี้)เจ้าพระยายมราช(ทองอิน)ที่ถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานาน เพราะขาดทายาทผู้สืบสกุล ในปีพ.ศ.2372 เจ้าพระยาราชสุภาวดีได้รับพระราชบัญชาไปปราบกบถเวียงจันทน์จนได้รับชัยชนะกลับมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาเจ้าพระยาราชสุภาวดี ขึ้นเป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชา ที่สมุหนายก ในขณะที่มีอายุ53ปี

เจ้าพระยาบดินทรเดชามีความเลื่อมใสศรัทธาในบวรพุทธศาสนา มีความประสงค์จะทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนาให้เจริญสถาพรสืบไป จึงยกบ้านเจ้าพระยายมราช(ทองอิน)ที่ได้รับพระราชทานถวายให้เป็นวัด โดยสร้างอุโบสถ ศาลาการเปรียญและกุฏิสงฆ์เพิ่มเติมขึ้นให้เป็นวัดสมบูรณ์ แล้วตั้งชื่อว่า ‘วัดชัยชนะสงคราม’ เพื่อเป็นอนุสรณ์ชัยชนะสงครามจากเวียงจันทน์ แต่เนื่องจากเรือนของท่านที่มีอยู่เดิมเป็นอาคารตึก ชาวบ้านทั่วไปจึงเรียกกันว่า ‘วัดตึก’ ติดปากมาจนทุกวันนี้

สำหรับเจ้าอาวาสที่ปกครองวัดชัยชนะสงคราม ที่สร้างศาสนวัตถุและทำคุณประโยชน์จนมีชื่อเสียงจนคนทั่วไปรู้จักดีคือ หลวงพ่อฉิม เป็นชาวกรุงเทพฯ อุปสมบทเป็นพระภิกษุตอนอายุ 20ปี ต่อจากนั้นได้ตั้งอยู่ในศีลและพรหมวิหารธรรม หมั่นศึกษาเล่าเรียนพระสูตรและพระวินัยจนแตกฉาน จนได้รับสมัญญาว่า ขรัวฉิมสว่างโลก

ในขณะเดียวกันหลวงพ่อฉิมมักช่วยสงเคราะห์ชาวบ้านด้วยการรักษาโรคต่างๆให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรควิกลจริต(บ้า) จนได้รับการยกย่องให้เป็นขรัวฉิมเทวดา

ส่วนชื่อ’ขรัวฉิมเทวดา’นั้น เล่าว่าในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 ได้ยินกิตติศัพท์หลวงพ่อฉิมทรงวิทยาคม และเชี่ยวชาญการรักษาโรคต่างๆ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้อาราธนาหลวงพ่อฉิมไปรักษามหาดเล็กคนหนึ่งที่ป่วยด้วยโรคฝีในท้องในพระราชวัง

เมื่อหลวงพ่อฉิมไปถึงก็ให้มหาดเล็กที่ป่วยนอนหงายลงบนใบตอง(กล้วย) แล้วใช้มีดหมอจิ้มที่หน้าอกคนป่วย ขณะเดียวกันได้ใช้น้ำมันมนต์เทลงที่ปลายมีด เพื่อให้น้ำมันไหลเข้าไปที่ทรวงอก จนกระทั่งน้ำมันมนต์จำนวนสองขวดหมดไป จึงสั่งให้ผู้ป่วยนอนพักอยู่ราวครึ่งชั่วยาม ต่อจากนั้นไม่นานผู้ป่วยได้ถ่ายอุจจาระออกมาเป็นน้ำเลือดน้ำหนอง

พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 มีรับสั่งถามว่า อาการของโรคกี่วันจะหายเป็นปกติ หลวงพ่อฉิมถวายพระพรว่า 7วันก็หาย

พอ7วันผ่านไป มหาดเล็กที่ป่วยก็หายกลับเป็นปกติ พระพุทธเจ้าหลวงถึงตรัสเรียกหลวงพ่อฉิมเป็น ‘ขรัวฉิมเทวดา’ พร้อมกับได้พระราชทานไตรแพรและเงินจำนวน 80ชั่ง หลวงพ่อฉิมเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทิตาต่อพระอุปัชฌาย์จารย์และโยมบิดามารดา โดยนำโยมบิดามารดาที่แก่เฒ่ามาอยู่ที่วัด ยามเจ็บไข้ได้ช่วยรักษา และคอยปรนนิบัติจนบุคคลทั้งสองถึงแก่กรรม

เมื่อหลวงพ่อฉิมย่างเข้าสู่วัยชรา จึงได้รับพระอาจารย์ทองมาเป็นศิษย์ ศึกษาเล่าเรียนวิชาแพทย์สืบต่อมา

ในปีพ.ศ.2396 หลวงพ่อฉิมได้สร้างพระพุทธปฏิมากร พร้อมตู้ใส่พระแท่นศิลาอาสน์และพระพุทธบาทจำลอง และตู้ทองพร้อมพระไตรปิฎกเป็นที่ประดิษฐาน ใช้เวลาในการสร้างทั้งหมด 4ปี(พ.ศ.2396-2399)

ในปีพ.ศ.2512 พระพิพัฒน์สังวรคุณ เจ้าอาวาสรูปที่6 เห็นว่าหอพระไตรปิฎกหลังนี้ชำรุดทรุดโทรมมาก จึงให้รื้อและสร้างใหม่ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

หลวงพ่อฉิมได้มรณภาพเมื่ออายุราว 90ปี

(ที่มา: FB เจริญ ตันมหาพราน 6 กันยายน 2560)

เดินทะลุออกทางหน้าวัดผ่านร้านรวงมากมายเพื่อจะไปเยี่ยมชมเรือนโบราณ(วิมานนวรัตน์)ที่อยู่ไม่ไกลจากวัดเท่าใดนัก

ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เห็นเรือนโบราณสมัยรัชกาลที่4 อยู่ใจกลางเมือง ท่ามกลางอาคารพาณิชย์สมัยใหม่ เหมือนกับว่าได้เข้ามาอยู่ในอีกโลกหนึ่งเพราะบรรยากาศภายในบริเวณบ้านนั้นสงบ ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่แม้ว่าอาณาบริเวณไม่ได้กว้างขวางนัก ได้มีโอกาสขึ้นไปดูข้างบนบ้านที่ทำด้วยไม้ไม่ได้ใหญ่โตนัก เวลาขึ้นต้องทยอยขึ้นไปดูครั้งละสิบกว่าคน วนเป็นรอบๆไป เพราะถ้าขึ้นไปพร้อมกันหมดบ้านที่เก่าแก่อยู่แล้วคงทรุดพังลงมาอย่างแน่นอน จุดเด่นของวิมานนวรัตน์นี้นอกจากความเก่าแก่ของอาคารแล้ว ก็ยังมีบ่อน้ำที่ว่ากันว่ามีตาน้ำอยู่ข้างใต้ และบ่อนี้มีความลึกมากกว่าลำไม้ไผ่สองลำต่อกัน เขาว่าเมื่อครั้งเกิดไฟไหม้ใหญ่ ก็ได้เอาน้ำจากบ่อช่วยรักษาเรือนไทยหลังนี้ให้รอดจากไฟมาได้ แสดงถึงความลึกของบ่อที่สามารถจุน้ำได้อย่างมากมาย

วิมานนวรัตน์

เรือนทรงไทยไม้สัก อยู่ท่ามกลางอาคารพาณิชย์ เรือนไทยโบราณหลังนี้สร้างขึ้นก่อนมีถนนเจริญกรุง แต่ครั้งสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่4 เดิมเป็นเรือนหอของขุนพรหมเสนาและนางพรหมเสนา (อิ่ม กนิษฐานนท์)

สมัยก่อนเรียกว่าบ้านวิมานเนาวรัตน์ เพราะอยู่ตรงข้ามกับโรงหนังเนาวรัตน์หรือแคปปิตอล เอกลักษณ์ที่หลงเหลืออยู่ถึงทุกวันนี้ นอกจากเรือนไทยโบราณแล้ว ยังมีบ่อน้ำลึกขนาดใช้ไม้ไผ่สองลำต่อกัน ยังหยั่งไม่ถึงก้นบ่อ ดังเหตุการณ์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2463 เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่บริเวณศาลเจ้าอาม้าเก็ง บ่อน้ำนี้มีส่วนช่วยรักษาเรือนไทยทั้งหมด

ปีพ.ศ. 2465 หลวงราชรถยาน (วง มณฑลผลิน) มหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6 รับราชการอยู่ในกรมพระอัศวราช มีหน้าที่อยู่ท้ายรถพระที่นั่ง ต่อมาจนถึงรัชกาลที่7 ด้วย ได้เป็นทายาทในรุ่นต่อมา

ทายาทคนปัจจุบันคือ ร.ท. ยิ่งยศ มณฑลผลิน อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ได้เล่าความเป็นมาของบ้านหลังนี้ให้ฟังว่า เดิมทีเรือนไทยหลังนี้ปลูกสร้างขึ้นที่ฝั่งธนบุรี ต่อจากนั้นได้รื้อถอนมาสร้างขึ้นที่สถานที่ในปัจจุบัน โดยทั้งหมดได้บรรทุกใส่เรือล่องมาตามคลองมหาจักร (ซึ่งปัจจุบันถูกถมสร้างเป็นถนนมหาจักร หรือคลองถมที่เรียกกันทั่วไป)

แม้แต่ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา เรือนไทยหลังนี้ก็ไม่เงียบเหงา มีเสียงดนตรี เสียงซอ เสียงขิม และเสียงไวโอลินดังแว่วมาบ่อยๆ มีการเรียนภาษาญี่ปุ่น โดยมีคุณเอตาโร่ นำครูญี่ปุ่นหน้าแฉล้มมาเป็นครูสอน อีกทั้งยังมีดาราภาพยนตร์ ดาราตลกแวะมาเยี่ยมเยือน ซึ่งพวกเราซึ่งยังเป็นเด็กตื่นเต้นกันใหญ่

ปัจจุบันทายาทได้ร่วงโรยไปตามวัยและกาลเวลา แต่เรือนไทยก็ยังคงยืนยงอย่างสวยสง่า เพื่ออวดผู้คนที่มีโอกาสมาพบเห็นว่า ฉันได้มีชีวิตอยู่มานานกว่า 6 แผ่นดินแล้วนะ

(ที่มา เอกสารแจก เขตสัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ วันเดียวเที่ยวครบครั้งที่2 วันที่9 กันยายน 2560 โดย เจริญ ตันมหาพราน)

#หลง(เสน่ห์)เมืองเก่าจากคลองโอ่งอ่างถึงเลื่อนฤทธิ์

เราออกเดินผ่านร้านค้าที่มีอยู่สองฝากถนน คอยหลบหลีกรถขนของที่วิ่งผ่านไปมาไปที่ศาลเจ้าอาม้าเก็ง แวะซื้อน้ำเก็กฮวยใส่น้ำแข็งจากโต๊ะขายน้ำข้างทางมาช่วยลดความร้อนไปได้บ้าง

ทั่วไปแล้วเราจะพบศาลเจ้าอยู่ในระดับพื้นดิน แต่ศาลเจ้าอาม้าเก็งนี้อยู่ชั้นสี่ของอาคารพาณิชย์ ต้องขึ้นบันไดเล็กๆขึ้นไปบนดาดฟ้า

ศาลเจ้าอาม้าเก็ง (คลองถม)

ศาสนสถานสำคัญในย่านคลองถม เก่าแก่กว่า150ปี มีหลักฐานว่าสร้างเมื่อพ.ศ. 2465 โดยมี 4 ตระกูลแซ่อึ้ง เป็นผู้ดูแล มีองค็เจ้าแม่ทับทิมที่อัญเชิญมาจากเมืองจีนประดิษฐานอยู่ เป็นที่เคารพสักการะของคนย่านนี้เป็นอย่างมาก

(ที่มา เอกสารแจก เขตสัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ วันเดียวเที่ยวครบครั้งที่2 วันที่9 กันยายน 2560)

#หลง(เสน่ห์)เมืองเก่าจากคลองโอ่งอ่างถึงเลื่อนฤทธิ์

ผมลงมาหลบร้อนรออยู่ข้างล่างจึงรู้ว่าชั้นล่างๆลงมาของศาลเจ้านั้นเป็นร้านอาหาร

ที่สุดท้ายของวันนี้ที่จะไปคือชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เพิ่งได้รู้อีกว่าตึกเก่าๆที่ดูเหมือนกำลังจะถูกทุบทิ้งภายในรั้วก่อสร้างขนาดใหญ่นี้คือชุมชนเลื่อนฤทธิ์

ผ่านมาเมื่อครั้งที่แล้วยังนึกเสียดายว่าตึกเก่าๆดูโบราณอย่างนี้เขาจะทุบทิ้งแล้ว วันนี้มาทราบว่าเขาไม่ได้ทุบทิ้งเสียทีเดียว แต่เป็นการสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม

ชุมชนเลื่อนฤทธิ์

ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เป็นพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่นัก (7 ไร่) ขอบเขตโดยรอบติดกับย่านการค้าหลายแห่ง โดยเฉพาะตลาดสำเพ็ง ทำให้เป็นพื้นที่สำคัญในการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา

ภายในชุมชนจะพบเห็นภาพบรรยากาศการค้าของกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนและอินเดีย และยังเป็นชุมชนที่มีกลุ่มอาคารพาณิชย์ในยุคแรกๆของไทย ซึ่งเป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมจีนผสมยุโรป สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการขยายตัวของกรุงเทพมหานครในสมัยรัชกาลที่ 5

คำว่า ‘เลื่อนฤทธิ์’ มาจากชื่อของคุณหญิงเลื่อน เทพหัสดิน ณ อยุธยา สันนิษฐานว่าจะเกิดจากความคุ้นเคยของผู้คนสมัยก่อนที่เรียกท่านว่า ‘เลื่อน ภรรยา หลวงฤทธิ์’ (นายเวร (พุด) เทพหัสดิน ณ อยุธยา)

ต่อมมาคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ได้ขายที่ให้แก่กรมพระคลังข้างที่ (ปัจจุบันคือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์) และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระคลังข้างที่สร้างตึกแถวรูปแบบที่นิยมในสมัยนั้น ซึ่งมีลักษณะอาคารที่ได้รับอิทธิพลรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก เพื่อให้ชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวไทยเชื้อสายอินเดียทำมาค้าขาย โดยจัดให้เช่าในราคาถูก ซึ่งชาวชุมชนแห่งนี้มีอาชีพขายผ้าเป็นหลัก ในลักษณะการขายส่ง ด้วยเหตุที่ที่ดินบริเวณนี้เป็นของคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์มาก่อนที่จะถูกขายให้กรมพระคลังข้างที่ ชาวบ้านจึงเรียกติดปากว่า ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

สำนักงานทรัพย์สินฯได้จัดให้ชาวชุมชนเลื่อนฤทธิ์เช่าอาคาร จำนวนทั้งสิ้น231 คูหา และที่ดินแปลงย่อยจำนวน 4 แปลง ซึ่งมีผู้เช่าจำนวน 164 ราย เรื่อยมาจนถึงประมาณปี 2545 สัญญาเช่าของผู้เช่าทั้งหมดได้ครบกำหนด ประกอบกับอาคารมีความเสื่อมโทรม เนื่องจากมีอายุการใช้งานกว่า 100ปี ทำให้สภาพอาคารมีความเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา ประกอบกับอาคารที่เช่าบางส่วนถูกต่อเติมโดยพลการซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตราย จึงจำเป็นต้องพัฒนาพื้นที่บริเวณนี้

ด้วยเหตุที่ตึกแถวชุมชนเลื่อนฤทธิ์มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม ซึ่งต่อมาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตามพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2535 ประกอบกับชาวชุมชนในพื้นที่มีความเข้มแข็ง โดยแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานทรัพย์สินฯจึงเปิดโอกาสให้ผู้เช่าเดิมมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ โดยต่อมาผู้เช่าเดิมได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็น บริษัท ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ จำกัด และเข้าทำสัญญาเช่ากับสำนักงานทรัพย์สินฯเพื่อพัฒนาพื้นที่ในแนวทางของการอนุรักษ์ โดยปัจจุบันบริษัท ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ฯ อยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุง ซ่อมแซมอาคารตามแนวทางดังกล่าว ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมศิลปากร

(ที่มา เอกสารแจก เขตสัมพันธวงศ์ สัมพันธวงศ์ วันเดียวเที่ยวครบครั้งที่2 วันที่9 กันยายน 2560)

#หลง(เสน่ห์)เมืองเก่าจากคลองโอ่งอ่างถึงเลื่อนฤทธิ์

และเมื่อปรับปรุงพื้นที่ก็พบของเก่าหลายชิ้นที่จมอยู่ในดินใต้อาคาร เขาเอาข้าวของที่ขุดขึ้นมาได้ระหว่างการปรับปรุงมาให้เราดูด้วย

ไม่แน่ใจว่าหลังปรับปรุงแล้วเขาจะมีต้นไม้ปลูกให้ร่มเงาบ้างหรือเปล่า ตอนที่ดูอยู่ทีนี่แดดแรงมากทีเดียว

ผมกลับออกมาก่อนเพราะร้อนและก็ได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว ออกเดินไปทางเดิมที่มาเพื่อหาอะไรทานก่อนเดินทางกลับ

อีกครั้งก็ต้องขอขอบคุณเขตสัมพันธวงศ์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่จัดงานนี้ และอาจารย์ เจริญ ตันมหาพราน วิทยากร

12 กันยายน 2560

Ruthai Sivakomen Written by:

Be First to Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.